2005/Nov/13

ก่อนหน้าที่จะมาเขียนได ได้ไปติดกับสถานการณ์ที่ไม่ชอบที่สุดในโลก คือ

การไป.....พบญาติทางฝั่งพ่อ....

ซึ่งวันนี้เป็นการไปกินเลี้ยงครบรอบวันเกิดของ ซ้อใหญ่ หรือก้อคือเมียของพี่

ชายทางฝั่งพ่อนั้นเอง ทางคนจีนจะเรียกเมียของพี่ชายว่าเป็นซ้อใหญ่

ซึ่งสิ่งที่ไม่ชอบเวลามาพบญาติทางฝั่งพ่อก้อเพราะว่าจะรู้สึกกดดันอย่างมาก

ถึงมากที่สุด ญาติทางฝั่งพ่อค่อนข้างนะขี้อวด+โอ่ มั่กๆ พอเข้าไปนั่งก้อเอา

หล่ะเริ่มพูดแบบว่าเกทับกันไปเกทับกันมา เลยรู้สึกเหมือนต้องใส่หน้ากาก

แล้วก้อนั่งเงียบอยู่ตลอดเวลา เหมือนไม่รู้จักกันอ่ะ ทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ก้อจะ

พยายามเลี่ยงตลอดเวลาเพื่อที่จะไม่ไป แต่เพอิ๊ญแม่เล่นมาบอกวันนี้เรยย์

ตื่นมาก้อเลย.......

จำเป็นต้องไป....เซ็งเรยย์

แต่มีอยู่อย่างนึงที่ทำให้การไปครั้งนี้ไม่น่าเบื่อก้อตรงที่เจอคนหนึ่งน่าตาน่า

รักมากกกก นั่งนึกในใจว่า

"น่ารักจัง กรูมีญาติหน้าตาดีแบบนี้ด้วยหรอว่ะ"

แต่พอคุยกันก้ออ้อ เป็นญาติทางฝ่ายของซ้อใหญ่ ตอนเด็กๆเราเคยเจอกัน

แล้ว แต่ตอนนั้นเด็กมากก้อเลยจำกันไม่ได้ จำได้ว่าหลายปีมากน่าจะ

มากกว่า 5 ปีแล้วมั้งที่ไม่ได้เจอกัน พอเจอกันกันอีกทีก้อเป็นสาวแว้ว แถมยัง

เรียนที่เดียวกันด้วยเค้าเรียนอยู่มนุษย์ ปี 3แต่เรียนที่กล้วยน้ำไท ม.

กรุงเทพ.....เฮ้อ ถ้าไม่ใช่ญาติน่ะรับรอง.....เสร็จ 5555(จาไปทำไรเค้าว่ะ)

จริงวันนี้อยากมอบบทเพลงเพลงหนึ่งให้กับเพื่อนกลุ่มนึง เมื่อก่อนเราเคยรัก

กันมาก แต่เพราะความไม่เข้าใจ และต่างคนก้อไม่หันหน้ามาที่จะพูดกัน มัน

ทำให้ปัญหาเหล่านั้นบานปลายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายมาถึงวันนี้พวกเราก้อไม่

ได้คุยกันอีก เพียงแค่เพราะไม่เข้าใจกันเท่านั้นเอง แต่ก้ออยากจะใช้พื้นที่

เล็กๆตรงนี้บอกกับเพื่อนว่า.......

ขอบคุณมาก

ที่เข้ามามีประสบการณ์ที่มีค่าร่วมกันในหลายเรื่องที่พวกเราเคยทำด้วยกัน

......หัวเราะด้วยกัน......

......นอนห้องเดียวกัน......

.....และอีกหลายต่อหลายอย่าง......

ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้คุยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ก้อยังคงมีความรู้สึกที่ดีให้

ยังคงคิดถึงอยู่เสมอ........

ตั้งแต่ครั้งที่เราจากกันแสนไกล

เหตุและผลมากมายไม่เคยสำคัญ

เท่ากับความรู้สึก ที่ใจของฉันนั้นเก็บให้เธอ

แต่ละครั้งที่เราผ่านมาพบกัน

อาจบังเอิญได้ยินข่าวคราวของเธอ

นั่นคือความรู้สึก ที่ดีที่ฉันคอยอยู่เสมอ

ขอบฟ้าที่เรานั่งมอง คราวนั้นยังมีความหมาย

ต้นไม้ลำธารยิ่งมอง........ยิ่งคิดถึงเธอมากมาย

ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้........ยังเดินต่อไป

แค่ได้คิดถึง.........ก็เป็นสุขใจ

หยิบเอาภาพที่เรากอดคอด้วยกัน ได้แต่ยิ้มกับมันด้วยความชื่นใจ

และก็ยังเสียดาย......

....กับการสูญเสียเธออยู่เรื่อยมา....

ได้ยินเสียงบทเพลงที่เธอชอบฟัง

และทุกครั้งก็ยัง......แอบมีน้ำตา

ยิ่งเวลารู้สึก.........

ไม่มีไม่เหลือใครอยู่ตรงนี้......

ป.ล.ขอบคุณจริงๆ........


edit @ 2005/11/13 16:08:58

2005/Nov/06

ตอนนี้เปิดเทอมมาได้ 1 อาทิตย์แล้ว เริ่มพอที่จะมีรายงานบ้างแล้วปะปาย แต่ดูจากสภาพการณ์แล้ว คงจะมีงานล้นมือทำกันจนบ้าไปเลยมั๊งเพื่อต้อนรับเทอมสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย คิดแล้วก้อกลุ้ม...เฮ้อ...

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนมีเรื่องให้กลุ้มใจเยอะมากกกก ทุกเรื่องต่างก้อรุมเร้ากันเข้ามาขณะปิดเทอมน่ะนั้น แต่ตอนนี้อะไรหลายอย่างลงตัวมากขึ้นแต่ก้อยังมีที่ต้องคิด ช่วงนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นมาซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก้อได้ ยังไม่กล้าคาดหวังกับมันซักเท่าไร คงต้องรอดูสถานการณ์ก่อน แต่ก้อยังไม่ยอมแพ้หร้อก แม้จะมีโอกาสเพียงแค่ 1 % ก้อจะทำ จะสู้กับมันจนถึงที่สุด เพราะเมื่อก่อนเคยเอาแต่ไม่อยากสู้ทำให้ต้องเสียอะไรต่างๆ ไปตั้งมากมาย สุดท้ายก้อคิดได้ว่าถ้าคนเราไม่ทำอะไรเลย แล้วคนอื่นจะรู้ไหมว่าเราเป็นอย่างไร เหมือนชีวิตจะมีอยู่แค่นั้น ขึ้นๆ ลงๆ ถ้าไม่เสียใจ ก้อต้อง ดีใจ แต่สุดท้ายไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก้อคงต้องยอมรับมัน แต่ก้อไม่ยอมแพ้หรอกน่ะ(ย้ำอยู่นั้น).....เคยดูหนังเรื่อง City of angels พระเอก Nicolas Cage ซึ่งเป็นเทวดาได้ตกหลุมรักนางเอก Mag Ryan ที่เป็นมนุษย์ จนวันหนึ่งพระเอกค้นพบว่ามีทางที่จะเปลี่ยนร่างจากเทวดามาเป็นมนุษย์แบบถาวร แต่จะกลับไปเป็นเทวดาไม่ได้อีก พระเอกก้อยอมและได้มาเป็นมนุษย์อยู่กับนางเอก แต่อยู่กันได้แค่ 1 คืนนางเอกก้อตายไป พระเอกเสียใจมากถามกับเพื่อนเทวดาว่าสวรรค์กันแกล้งกันหรือไง แต่เพื่อนเทวดาก้อตอบว่า ท่านอยากได้ชีวิตไม่ใช่หรอ นี้แหละชีวิต ทำให้พระเอกเข้าใจในทันที ว่าการเป็นมนุษย์ หมายถึงการมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก เจ็บปวดหรือสุข ถ้าเป็นเทวดาคงไม่เป็นอย่างนี้...นี้แหละชีวิต....ดูแล้วก้อทำให้ได้คิดอะไรได้หลายอย่าง สุดท้ายอะไรจะเป็นอย่างไรก้อคงต้องปล่อยให้มันเป็นไป อย่างที่มันจะต้องเป็น.....

ตอนนี้มีความรู้สึกว่าไม่อยากให้จบปี 4 เลยยังอยากทำอะไรตั้งหลายอย่างกับเพื่อนๆ ถ้าจบกันแล้วคงเจอกันน้อยลง แต่ทำงั่ยได้ก้อในเมื่อมันต้องเป็นแบบนี้.......นี้แหละชีวิต.....

ป.ล.จำได้ว่าการกอดอกทางหลักจิตวิทยาบ่งบอกว่าคนๆนั้นกำลังคิดอะไรซักอย่าง หรือมีเรื่องติดใจอะไรบางอย่าง จะว่าไปช่วงนี้ก้อติดการกอดอก ไม่ว่าจะเดิน นั่งเรียน เอ! หรือว่า เราจะมีเรื่องอะไรอยู่ในใจหว่า อ้อ ลืมไปอีกอย่างก้อคือคนที่ชอบกอดอกบ่งบอกด้วยว่า กำลังปิดตัวเอง...!!!!.....

ป.ล.2 ถ้าคนๆนั้นอ่านของผมอยู่แล้วเข้าใจสิ่งที่ผมเขียนอยากให้รู้ไว้เลยน่ะคับว่า ผมจะไม่ยอมแพ้หรอกไม่ว่าจะอะไรก้อตาม ยังไงก้อจะสู้ให้ถึงที่สุดไม่ว่าคุณจะมองใครอยู่หรือไม่ก้อตาม เอ!แต่ว่าคนๆนั้นของผมเนี้ย เค้าจาเข้ามาอ่านไหมเนี้ย หรือเค้าจะรู้รึป่าวหนอว่าผมหมายถึงเค้า....สู้โว้ย!...

ป.ล.3 เพิ่งจะรู้ว่าการรออะไรซักอย่างมันก้อเหน็ดเหนื่อยเหมือนกันเนอะ ถึงจะบอกว่าถ้ารอแบบมีความหวังก้อตามเถอะ แต่เราจะรู้ได้งั่ยว่าสิ่งที่เรารอมันจะคุ้มค่ากับการรอคอย เพื่อนเคยบอกว่า "จะรอเวลาให้เค้ากลับมา หรือจะรอให้เวลามันผ่านเลยไป" เคยคิดว่าตัวเองสามารถที่จะรออะไรก้อได้เพียงแต่ขอให้มีความหวังเท่านั้น แต่พอเอาเข้าจริงกลับทำไม่ได้เหมือนที่นึกไว้ คงต้องหา ทิดสะดี(เขียนไม่เป็น) ใหม่แล้วหล่ะ..เฮ้อ

ป.ล.4 เพลงนี้หมอบให้คนๆนั้นคับป๋ม...Truely Madly Deeply


edit @ 2005/11/13 16:11:10

2005/Oct/30

เคยมีคนเคยบอกว่า รักครั้งแรก เป็นรักที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร ก็ยากที่จะลืมและเป็นรักที่สำคัญที่สุด แต่ก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า....รักครั้งแรกคืออะไร??...การที่เรารักพ่อแม่ถือว่าเป็นรักครั้งแรกรึป่าว รึจำเป็นจะต้องเป็นรักที่มีให้กับเพศตรงข้ามเท่านั้น.....ส่วนตัวคิดว่า ไม่ว่าจะรักครั้งแรก หรือ ครั้งสุดท้าย ทุกความทรงจำที่มีอยู่ ทุกความรู้สึกกับคนที่เรารู้สึกด้วย ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่เท่าไร มันสำคัญทั้งสิ้น และก็ยากที่จะลืมแม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรก.....

เคยมีเพื่อนเรียนด้วยกัน เรา 2 คนสนิทกัน เพราะว่าดันไปชอบคนๆ เดียวกัน ยิ่งนับวันก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น และก็รู้ว่าต่างคนก็จีบผู้หญิงคนเดียวกันอยู่ แต่เราทั้ง 2 คน ก็มุ่งมั่นที่จะทำตามที่ตัวเองรู้สึกและตกลงกันแล้วว่าไม่ว่าสุดท้ายเธอจะเลือกใคร ก็จะไม่มีการคิดมาก......จนเวลาผ่านไป .....ความอึดอัดและความรู้สึกที่รักเพื่อน กลายเป็นสิ่งที่พวกเราต้องแบกรับ ไม่ว่าจะทำอะไร ความรู้สึกเกรงใจอีกฝ่ายจะอยู่ในหัวตลอดเวลา ทั้งความรู้สึก "รักเพื่อน" และ "เพื่อนรัก" เป็นการยากที่จะเลือกอย่างนึงและเก็บอีกอย่างไว้ สุดท้ายก็ทนกับสถานการณ์อย่างนี้อีกต่อไปไม่ไหว จึงแกล้งโกหกออกไปว่าไม่ได้คิดอะไรแล้ว และหากิจกรรมทุกอย่างทำเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน และไม่ต้องคิดมาก จนกระทั่งเวลาผ่านไป วันหนึ่งได้คุยกับรุ่นพี่และรุ่นพี่ก็เพลอหลุดปากมาว่า

"อ้าว! ไม่รู้รึงั่ย 2 คนนั้นเค้าคบกันได้สักพักแล้วน่ะ"

"......"

"อ้าว ไม่รู้จริงเหรอ นึกว่ารู้แล้วเพราะคนอื่นเค้าก็รู้กันน่ะ เป็นไรรึป่าว"

"อ้อ ป่าวไม่เป็นไรหรอกพี่ ไม่ได้คิดไรแล้ว เพียงแต่ แหม ไม่บอกให้รู้บ้างเลย"

ความรู้สึกในตอนนั้นบอกไม่ถูกจริงๆ ว่าคิดอย่างงั่ย จะโกรธก็โกรธไม่เต็มที่ เพราะรู้ว่าการที่เพื่อนเลือกที่จะไม่บอก เป็นเพราะเพื่อน รักและเป็นห่วงในความรู้สึก แต่ถ้าเพื่อนได้มาอ่านบทนี้ อยากให้รู้เหมือนกันว่า การที่รู้ความจริงจากปากคนอื่นเจ็บยิ่งกว่าการที่รู้ว่าทั้งคู่กับซ่ะอีก และบางทีอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้รู้เลยมั๊ง.....แต่พอมานั่งคิดอีกที การที่จะไม่บอกมันก็คงเป็นสิทธิ์ของเค้า เราจะโวยวายอะไรได้.......เวลาต่อมา ทั้งคู่ก็ลดระดับลงเหลือแค่เพื่อน และเราทั้งหมดก็กลายมาเป็นเพื่อนกันหมดในปัจจุบัน ตอนนี้ "เพื่อนรัก" หายตัวไปแบบไม่ติดต่อมาหาเลย เจอกันครั้งล่าสุดก็ 2 ปีแล้วมั้ง ส่วน "รักเพื่อน" เราก็ยังคงเจอกันบ้าง ทักทายเหมือนเพื่อนทั่วๆไป...

ความรักครั้งนั้นไม่ใช่รักครั้งแรก แต่ก็ยังคงจำได้ และชัดเจนในความรู้สึก แม้ว่าจะผ่านมา 3-4 ปีแล้วก็ตาม มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยคุยกับเพื่อนเรื่องความรักเพื่อนบอกว่า...

"...จากที่เราเคยผ่านมาเวลาเรารักใคร เราต้องเป็นตัวเอง เพราะจะไม่สูญเสียความเป็นตัวเรา ไม่ต้องฝืนที่จะเป็นคนอื่นเวลาคบกัน เพราะถ้าฝืนคงเป็นเราที่ไม่มีความสุข เราต้องไม่ปรับตัวเพื่อเค้า..."

แต่ก็แอบแย้งเพื่อนในใจว่า....

'การที่เรารักใครสักคนเราต้องปรับตัวเข้าหากัน ทั้งคู่ต้องค่อยๆก้าวเข้ามาอยู่ในชีวิตของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นตัวตนไป เมื่อก่อนแก่อาจไม่คุยโทรศัพท์มาก แต่เดี้ยวนี้คุยกับเค้าแทบไม่อยากวาง แกอ่ะปรับเข้าหาเค้าแบบไม่รู้ตัว ค่อยๆรับเค้าเข้ามา เป็นการปรับตัวเองแบบไม่สูญเสียตัวตน ทำให้แกรู้สึกไม่ฝืนแต่กลับดีใจที่ได้นึกถึงเค้า หรือเป็นห่วงเค้า แล้วอย่างนี้จะเรียกไม่ปรับตัวเองได้งั่ยฟ่ะ'

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าความรักที่แท้จริง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เค้าจะทำอะไร เค้าจะเป็นอะไร เราก็พร้อมที่จะอยู่ข้างๆไม่ไปไหน แม้ตรงที่เค้ายืนจะเป็นจุดที่มืดเพียงใด ก็พร้อมที่จะยืนเคียงข้างเหมือนเพลงของ Hilary Duff ว่า......

So I won't give up

No I won't break down

Sooner than it seems life turns around

And I will be strong Even if it all goes wrong

When I'm standing in the dark I'll still believe

Someone's watching over me

ต่อให้เลวร้ายแค่ไหน ก้ต้องต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ สักวันต้องเป็นวันของเรา เพราะมีคนที่เฝ้าดูเราอยู่ เป็นเหมือนความหวังที่เป็นแรงกายทำให้ขยับได้ ถ้าหลงป่า..ความหวังก็เหมือนกับเข็มทิศ นำทางให้เราออกมาจากป่าได้ เป็นเหมือนสายเลือดทำให้ร่างกายมีชีวิตชีวา ถ้าคนเราไม่มีความหวัง คนๆนั้นก็ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นงั่ย หรืออนาคตคืออะไร สุดท้ายความรักและความหวังจึงเป็นของคู่กัน ถ้าความรักเป็นหัวใจ ความหวังก็ต้องเป็นเลือดคอยสูบฉีดหัวใจให้เต้นอยู่ตลอดเวลา...ตุ๊บตุ๊บ...ตุ๊บตุ๊บ.............

ปล."เข้มแข็งได้แต่อย่าแข็งกระด้าง อ่อนไหวได้แต่อย่าอ่อนแอ"....บางครั้งความอ่อนไหวก็ลอบทำร้ายจิตใจให้อ่อนแอ เคยมีอยู่ครั้งนึง นึ่งกินข้าวกับพ่อแม่(น้องอยู่บนห้อง) แม่ถามว่า....

"เมื่อไรจะมีแฟนซักที อยู่ม.ไม่ไปชอบใครบ้างหรื่อไง"

"แค่เรียนอย่างเดียวก็แทบจะไม่มีอะไรทำอย่างอื่นแล้ว" (หาข้ออ้างไปเรื่อย)

"ไม่เป็นไรหรอก...เวลายังเหลืออีกเยอะ พอทำงานก็เจอเองแหละ" พ่อว่า

"กะว่าถ้าหาไม่เจอก็อยู่อย่างนี้แหละ สบายกว่าเยอะ ไม่ต้องห่วงไรด้วย(หัวเราะ 555)"

"ตอนนี้ก็พูดได้ แต่แก่ตัวไปซิ เอ็งจะเหงาแลว้ก็ว้าแหว่ จะหาว่าพ่อไม่เตือน"

"เหงาก็ไปเที่ยวซิ ไปอยู่เมืองนอกก็ได้ หาไรทำ 555"

แล้วบทสนทนาก็ยังคงพูดเรื่องนี้ไปอีกสักพักก็เปลี่ยนเรื่อง พอมานั่งคิดดูอีกทีสิ่งที่พ่อแม่ก็เป็นความจริง ในบางคืนดึกๆที่นอนไม่หลับ บางครั้งก็เหงาจับใจจนเกินบรรยาย หรือในตอนกลางวันบางครั้งอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหงาแม้จะยืนอยู่ข้างเพื่อนนับสิบ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็เป็นสีเทาๆ และพูดกับใครก็ไม่ได้ อธิบายไม่ถูก ไม่รู้ทำไม.....เฮ้อ...เฮ้อ..

สวัสดีฤดูหนาว.....ปีนี้หัวใจก็ยังคงมีหิมะ(เป็นขั้วโลกเหนือมีแต่ก้อนน้ำแข็ง)เหมือนเดิม...อย่าเอาความเหงามามากนักน่ะ ยินดีที่ได้เจออีกครั้ง....ฤดูหนาว....

....ขอแค่เพียงสักครั้ง... ขอแค่เพียงหนึ่งคน...

ที่ไม่ทำร้าย ให้เจ็บปวดในอย่างนี้

ขอเพียงแค่คนเดียว.. รักฉันจริงซักที...

ให้คนๆนี้ ไม่ต้องลงเอยด้วย...น้ำตา

posted by eak2002, at 2005-Oct-30 16:35:266